สถานที่ท่องเที่ยว

วัดในตำบลเวียงทอง จำนวน 6 วัด

ได้แก่

วัดไชยามาตย์

เว็ปไซต์วัดไชยามาตย์ http://www.watchaiyamart.com/

ประวัติวัดไชยามาตย์ 

     วัดไชยามาตย์ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 104 หมู่ที่ 1 ตำบลเวียงทอง อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่  เป็นวัดที่มีประวัติโดยอาศัยมุขปาฐะและการบันทึกในระยะหลัง ๆ จึงได้ความว่า วัดไชยามาตย์ สร้างเมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๗๓ นับถึงปีปัจจุบันได้ 183 ปี ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พุทธศักราช 2530 เขตวิสุงคามสีมา มีขนานกว้าง 20 เมตร ยาว 40 เมตร วัดไชยามาตย์ มีเนื้อเดิมทั้งหมด 4 ไร่ 90 ตารางวา ปัจจุบันเหลือเนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 61 ตารางวา สาเหตุถูกแม่น้ำยมกัดเสาะตลิ่งพัง ทำให้เนื้อที่วัดเหลือเพียงเล็กน้อย ปัจจุบันมี พระครูวิจารณ์ธรรมาภิวัฒน์เป็นเจ้าอาวาสและเจ้าคณะตำบลเวียงทอง  เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2540 พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสม – สวลีพระวรราชาทินัดดามาตุ ได้เสด็จมาประทับที่วัดไชยามาตย์ เป็นการส่วนพระองค์ เพื่อมาทอดพระเนตรความเสียหายจากแม่น้ำยมกัดเสาะตลิ่งพัง ในการนั้น พระองค์ได้ตรัสสั่งการให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องได้เข้ามาดูแลและกำชับให้ทำการสร้างเขื่อนกั้นตลิ่งพัง (ซโรบ)ขึ้นเพื่อป้องกันตลิ่งพังสร้างความเสียหายให้แก่วัด

 

 

วัดทองเกศ

วัดทองเกศ ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลเวียงทอง อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่

ประวัติวัดทองเกศ

  วัดทองเกศ เป็นวัดที่สร้างมานานและเป็นวัดที่เก่าแก่ในตำบลเวียงทอง น่าจำสร้างหลังจากก่อตั้งตำบลเวียงทองเสร็จแล้วโดย”พญาลาวก๋อ” ชื่อว่าวัดหลวงเวียงทอง ตั้งอยู่บนริเวณวิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ที่ย้ายมาจากวัดฝั่งหมิ่น(วัดเก่าปัจจุบัน) นานเข้าคงจะเกิดชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา พญาลิ้นตอง และครูบาเกศา จึงได้ร่วมกันสร้างวัดใหม่ขึ้น ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับวัดเดิมไปทางทิศตะวันออก ติดฝั่งแม่น้ำยมีชื่อว่า “วัดฝั่งหมิ่น” ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดทองเกศ(ฝั่งหมิ่น) ตามชื่อของ ผู้ก่อสร้างวัดและใช้เป็นสถานที่ปฎิบัติศาสนกิจสืบต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน จนบริเวณวัดโบสถ์ วิหาร สิ่งก่อสร้างต่างๆถูกน้ำเซาะตลิ่งพังทะลายลง จนใม่สามารถ ที่จะบูรณะปฎิสังขรณ์และอยู่อ่ศัยได้ เจ้าอาวาสคณะกรรมการและคณะศรัทธา ได้พร้อมใจกันย้ายไปสร้างวัดใหม่ในที่ดินที่ซื้อไว้เมื่อ พ.ศ.2504 และได้วางศิลฤกษ์สร้าง วิหารหลังใหม่ เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2516 ในระหว่างการก่อสร้างวิหาร ได้สร้างองค์พระประธาน (หลวงพ่อสุวรรณเกศมงคล) พ.ศ.2519 สร้างธรรมมาสค์ พงศ. 2521 เมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วใช้ชื่อว่า “วัดทองเกศ” และได้ทำพิธีฉลองเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2524 ใช้เวลาในการก่อสร้าง 8 ปี งบประมาณ 995,599 บาท ตั้งแต่นั้นมาก็อาศัย วัดทองเกศแห่งนี้เป็นสถานที่ปฎิบัติศาสนกิจของคณะศรัทธาวัดทองเกศตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ต่อมาก็ได้ก่อสร้างอาคารสถานที่เพิ่มเติมตามลำดับ เช่น กำแพง กุฎิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ หอระฆัง ศาลาอเนกประสงค์ พระธาตุเจดีย์ศรีสุวรรณเกศ ได้รับการอนุมัติวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ.2529 และได้ทำพิธีผูกพัทธสีมา เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2532

 

 

วัดโพธิสุนทร

วัดโพธิสุนทร ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลเวียงทอง อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่

ประวัติวัดโพธิสุนทร

        วัดโพธิสุนทร เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งในจังหวัดแพร่ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราวพ.ศ.2200-2225 ตรงกับสมัยกรุงศรีอยุธยาหรือก่อนตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ ประมาณ 100 ปี เดิมชื่อ “วัดท่าไชยศรีมิ่งเมือง” เพราะตั้งอยู่ติดแม่น้ำยม แต่เนื่องจากฝั่งแม่น้ำยมด้านตรงข้ามกับวัดถูกกระแสน้ำกัดเซาะจนพังทลายไปเรื่อยๆ ทำให้แผ่นดินด้านนที่ติดกับวัดงอกขยายออกไป จนแม่น้ำยมห่างจากวัดประมาณ 400 เมตร ต่อมา “วัดท่าไชยศรีมิ่งเมือง” ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดเค้าสรี” หรือ “วัดเค้าศรี” เพราะมีพระมหาเถระและอุบาสิกาที่เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา ได้นำต้นศรีมหาโพธิ์ที่สืบมาจากหน่อโพธิ์ตรัสรู้พุทธคยา ประเทศอินเดีย มาปลูกไว้ จำนวน 4 ต้น แต่ละต้นโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีขนาดใหญ่ถึง 45 กำ (1 กำเท่ากับเส้นรอบวง 20 เซนติเมตร) ตามตำนานเล่าว่าในวันธรรมสวนะหรือวันพระ ตอนกลางคืนมักจะปรากฏมีดวงแก้วเปล่งแสงงดงามลอยไปมาระหว่างต้นศรีมหาโพธิ์ทั้งสี่ต้นอย่างน่าอัศจรรย์ ทำให้ประชาชนทั่วไปเคารพบูชาต้นพระศรีมหาโพธิ์ ด้วยความเลื่อมใสศรัทธายิ่งนัก ปัจจุบันบริเวณวัดมีเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน และมีธรณีสงฆ์ติดกับวัดทางด้านทิศเหนือมีพื้นที่ 4 ไร่ รวมพื้นที่ของวัดทั้งสิ้น 6 ไร่ 2 งาน

 

 

วัดน้ำบ่อ

วัดน้ำบ่อ ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลเวียงทอง อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่

ประวัติวัดน้ำบ่อ

     วัดน้ำบ่อ เดิมชือว่า วัดเวียงทอง สังกัดมหานิกาย ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 122 หมู่ที่ 6 ตำบลเวียงทอง อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ มีเนื้อที่ทั้งหมด 3 ไร่ 2 งาน 10 ตารางวา วัดน้ำบ่อ ก่อสร้างเมื่อประมาณ พ.ศ.2390 โดยปู่เจ้าหนานอินทร์ พร้อมด้วยปฐมมูลศรัทธาบ้านเวียงลอ และชาวเขวงเวียงทอง ได้พร้อมใจกันก่อสร้างวิหารขึ้น 1 หลัง กุฎิ 1 หลัง สิ้นค่าก่อสร้าง 100 บาท และศรัทธาทั้งหลายได้อธิษฐานว่า..หากวัดน้ำจักเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาของเวียงลอ(เวียงทอง)ต่อไปภายหน้า ขอให้พระยาอินทร์ จุ่งเนรมิตบ่อน้ำทิพย์ไว้ที่หน้าวัดด้านทิศเหนือ เพื่อให้ชาวเวียงลอ(เวียงทอง) ได้ดื่มได้ใช้เถิด พลันนั้นจึงปรากฏบ่อน้ำทิพย์อันใสเย็น ผู้ใดได้มาทำบุญและดื่มน้ำที่บ่อนี้จักชุ่มเนื้อเย็นใจ หายจากโรคร้ายนานา และเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ฯ ประชาชนจึงนิยมเรียกชื่อวัดนี้ว่า “วัดน้ำบ่อ”เมื่อพ.ศ.2414 มีการประกาศตั้งวัดอย่างเป็นทางการ และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2489

 

วัดเขื่อนคำลือ

วัดเขื่อนคำลือ ตั้งอยู่หมู่ที่ 7 ตำบลเวียงทอง อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่

ประวัติวัดเขื่อนคำลือ

    วัดเขื่อนคำลือ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 168 หมู่ที่ 7 ตำบลเวียงทอง อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ เดิมสถานที่แห่งนี้เป็นที่ว่างเปล่ามีต้นไม้ขึ้นรกรุงรัง โดยเฉพาะยิ่ง ป่าเป้า(ตามภาษาชาวเหนือ) มีมากที่สุกในบริเวณนี้ และในขณะนั้นมีบุคคลผู้หนึ่ง ชื่อ พ่อเฒ่าลือ หรือ คำลือ อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ ได้เป็นหัวหน้าบุกเบิกสถานที่ดังกล่าว ขึ้นเป็นอาราม(สำนักสงฆ์) และไดปฎิสังขรณ์ตลอดเรื่อยมาโดยตั้งชื่อวัดนี้ว่า “วัดป่าเป้าดอนจัย” ในอดีตที่ผ่านมานั้น วัดป่าเป้าดอนจัย นอกจากจะใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาแล้ว ยังเป็นสถานที่พักผ่อนของเจ้าเมืองแพร่ขณะนั้นด้วย ทั้งนี้เพราะเวลาท่านเดินทางโดยทางเรือแล้ว ท่านมักจะแวะมาพักผ่อนและพบปะพูดคุยกับพ่อเฒ่าคำลือ ซึ่งเป็นผู้ที่คุ้นเคยและรักกันมาก่อนอยู่เสมอ สำหรับประวัติของพ่อเฒ่าคำลือนั้น ท่านมีอาชีพในการทำป่าไม้ มีช้างเป็นพาหนะจำนวนหลายเชือก ทำการชักลากอยู่ในป่าห้วยเย็น โดยท่านมอบหมายให้คนงานเป็นผู้ดำเนินการแทน แต่ด้วยความเป็นห่วง วันหนึ่งท่านมีความตั้งใจที่จะไปดูกิจการและคนงานในป่า ขณะเดินทางไปนั้นบังเอิญมีเหตุอัศจรรย์เกิดขึ้นกับตัวท่าน คือ มีไก่ป่าตัวหนึ่งบินมาเกาะที่ศรีษะและขยุ้มผมของท่าน เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น ท่านจึงหยุดการเดินทางทันทีและพากันกลับบ้าน พอกลับถึงบ้านจึงทำพิธีบวชเพื่อแก้ อาถรรพ์ที่วัดป่าเป้าดอนชัยนี้เป็นเวลา 7 วัน เมื่อลาสิกขาบทแล้ว เจ้าเมืองทราบข่างที่เกิดขึ้นจึงเรียกตัวไปพบและตั้งชื่อให้ใหม่เพื่อเป็นสิริมงคลว่า “พระยาคำเขื่อน” หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “พระยาคำลือ”  สำหรับพระที่ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดป่าเป้าดอนจัยหรือวัดเขื่อนคำลือปัจจุบัน มีตามลำดับดังนี้ 1. ครูบาอภิยะ 2. ครูบามะลิวัน 3. ครูบาอินทจักร 4. ครูบาอริยะคำลือ 5. ครูบาน้อย 6. ครูบากันทะ 7. ครูบาพรหม 8. ครูบามะลิลา 9. ครูบาแก้ว 10. พระอธิการบัญญัติ ในขณะที่ท่านครูบามะลิลาเป็นเจ้าอาวาสอยู่นั้น ได้ร่วมกับศรัทธาชาวบ้านรื้อวิหารหลังเก่าที่มีมาแต่แรกนั้นออก แล้วทำการสร้างวิหารใหม่ขึ้นแทน และต่อมาเป็นเวลาหลายสิบปี จนกระทั่งครูบาแก้ว ได้ดำรงตำแน่งเจ้าอาวาสสืบมา เห็นว่าพระวิหารหลังดังหล่าวทรุดโทรมลงมาก พร้อมด้วยคณะศรัทธาร่วมบริจาคทุนทรัพย์รื้อวิหารหลังเก่าแล้วทำการก่อสร้างวิหารหลังใหม่ขึ้น ดังที่เห็นแยู่ในปัจจุบันนี้ เมื่อพ.ศ.2495 ขณะนั้นครูบาแก้ว ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสอยู่ ทางท่านพระครูปริบัติวงศาจารย์เจ้าคณะจังหวัดแพร่ ได้ดำริที่จะเปลี่ยนชื่อวัดเพื่อระลึกถึงผู้บุกเบิกเริ่มก่อสร้างมา คือ “พระยาคำเขื่อน” หรือ “พระยาคำลือ” จึงได้เปลี่ยนชื่อวัดนี้เป็น “วัดเขื่อนคำลือ” และใช้ชื้อนี้มาตลอดจนทุกวันนี้

 

วัดผาสุก

วัดผาสุก ตั้งอยู่หมู่ที่ 8 ตำบลเวียงทอง อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่

ประวัติวัดผาสุก

      วัดผาสุก ตั้งอยู่บ้านผาสุก เลขที่ 130 หมู่ที่ 8 ตำบลเวียงทอง อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ตั้งมานานเมื่อพุทธศักราช 2463 มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 10 ตารางวา บ้านผาสุกแต่ก่อนเป็นป่าดงดิบทึบ มีต้นไม้นานาชนิดอย่างหนาแน่น มีสัตว์อาศัยอยู่บริเวณแห่งนี้ ตั้งแต่ฝั่งแม่น้ำยมทิศตะวันตกไปดอย  ต่อมาได้มีปู่ท้าวเสนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นหลานของเจ้าพระยาคำเขื่อน เอาครวญช้าง(ขมุ) คนเลี้ยงช้างของพระเจ้าพระยาคำเขื่อน สร้างเรือนอยู่ 1 หลัง สร้างด้วยไม้สัก หลังคามุงด้วยแป้นเกล็ด สร้างอยู่ที่นาของนายโหล เขื่อนเพชร (ปัจจุบัน) ขณะนั้นช้างของพระเจ้าพระยาคำเขื่อน มีถึง 200 เชือก(ตัว) มีครวญช้าง 130 คน  เมื่อเข้าพรรษาปู่ท้าวเสน ไม่สามารถมาทำบุญที่วัดป่าเป้าดอนจัย (ปัจจุบัน วัดเขื่อนคำลือ) เนื่องจากน้ำท่วมฉับพลัน และเมื่อออกพรรษา ปู่ท้าวเสนได้ทำการบุกเบิกสรางวิหารขึ้น 1 หลัง เป็นเสาไม้สัก และกุฎิ 1 หลัง มี 2 ห้อง สร้างด้วยไม้สัก หลังคามุงด้วยแป้นเกล็ด หลังสร้างเสร็จปู่ท้าวเสนได้นิมนต์หลวงพ่อ 1 รูป (ตุ๊ลุงทา วิโลมา) หลังจากนั้นปู่ท้าวเสนและหลวงพ่อ(ตุ๊ลุงทา วิโลมา) ร่วมกันสร้างกลองสะบัดชัย(กลองปูจา) จำนวน 4 ลูก เป็นกลองไม้สัก(ปัจจุบันตั้งอยู่ที่วัดผาสุก) ต่อมามีเจ้าแม่ เดินทางมาจากในเมือง มาหาปลาช่วงปีใหม่ และมีลูกน้องติดตามมา 3 คน และได้มานั่งเล่นที่ลานผา จึงได้ตั้งชื่อว่าบ้านผาคน แต่ก่อนเรียกว่า จานผา ซึ่งมีเครือเขาเถาวัลย์ดอกไม้นานาชนิดเต็มสองข้างฝั่ง เป็นที่สนุกและสบายใจ ขณะนั่งเล่นอยู่ เห็นวัดของผู้ท้าวเสน ที่สร้างอยู่บนฝั่งและพูดว่า “วัดนี้สวยงามแต้ๆ” และได้ตั้งชื่อว่า “วัดบ้านผา” ต่อมาหลวงพ่อ(ตุ๊ลุงทา วิโลมา) ย้ายไปอยู่ในเมือง และปู่ท้าวเสนได้เสียชีวิตลง จึงทำให้วัดนี้ กลายเป็นวัดร้าง หลังจากนั้น ครูบาศรีธิ ได้สร้างวัดขึ้นใหม่ มีวิหารหลังเล็ก มุงด้วยหญ้าคาและปลูกต้นแก้ว 1 ต้น อยู่หน้าวิหาร(ปัจจุบัน) และครูบาศรีธิได้มรณภาพ ครูบาศรีจัยหลอย ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดนี้ และได้พาชาวบ้านขุดสร้างน้ำบ่อขึ้น 1 บ่อ เมื่อปีพุทธศักราช 2470 (ปีเถาะ) อยู่ทางทิศเหนือ(ปัจจุบัน)